ระบบท่ออัดน้ำยาปลวกใต้บ้านคืออะไร? หาหัวรับน้ำยาและตรวจสภาพระบบ
ระบบท่ออัดน้ำยาปลวกใต้บ้านคือท่อที่วางไว้ตั้งแต่ก่อสร้าง ใช้ส่งน้ำยาลงชั้นดินโดยไม่ต้องเจาะพื้นใหม่ทุกครั้ง บทความนี้พาดูว่าระบบประกอบด้วยอะไร หัวรับน้ำยาอยู่ตรงไหน ตรวจเองอย่างไรว่ายังใช้งานได้ และถ้าท่อตันหรือแตกแล้วยังมีทางป้องกันปลวกแบบไหนเหลืออยู่

ผู้เขียน
สุธีวัฒน์ ลือวรรณ
หัวหน้างานกำจัดแมลง

สรุปให้อ่านใน 1 นาที
ระบบท่ออัดน้ำยาปลวกใต้บ้าน คือท่อที่วางใต้พื้นหรือตามแนวฐานรากตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง มีหัวพ่นกระจายน้ำยาเป็นระยะ และจบที่หัวรับน้ำยานอกอาคารในกล่องฝาปิด ตัวท่อไม่ได้กำจัดปลวก เป็นเพียงช่องทางส่งน้ำยาลงชั้นดิน บ้านจัดสรรที่วางระบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้างมักมี ส่วนบ้านสร้างเองและบ้านรุ่นเก่ามักไม่มี หัวรับน้ำยาพบบ่อยที่โรงรถ ข้างบ้าน หลังบ้าน และช่องเซอร์วิส บางหลังมีเพียง 2–3 จุด ระบบอาจอุดตัน แตกจากดินทรุด หรือถูกปิดทับจากงานต่อเติม ช่างจึงต้องทดสอบการไหล แรงดัน และการรั่วซึมก่อนอัดน้ำยาทุกครั้ง งานอัดน้ำยาลงดินใช้อัตราอ้างอิงประมาณ 5 ลิตรต่อพื้นที่หน้าดิน 1 ตารางเมตร ตัวเลขนี้คือน้ำที่เติมลงถังผสม ส่วนน้ำยาเข้มข้นคือน้ำหารด้วย 200 ตามอัตราผสมบนฉลาก หากระบบใช้งานไม่ได้ ยังป้องกันปลวกได้ด้วยการเจาะพื้นเฉพาะจุด อัดน้ำยาตามแนวฐานราก หรือใช้ระบบเหยื่อกำจัดปลวก
ระบบท่ออัดน้ำยาปลวกใต้บ้านคืออะไร?
ระบบท่ออัดน้ำยาปลวก คือท่อที่วางไว้ใต้พื้นหรือตามแนวฐานรากตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง ใช้เป็นช่องทางส่งน้ำยาป้องกันปลวกลงสู่ชั้นดินใต้ตัวบ้าน เมื่อถึงรอบบริการ ช่างจะต่อสายอัดน้ำยาเข้ากับหัวรับน้ำยาที่อยู่นอกอาคาร แล้วอัดน้ำยาให้กระจายผ่านแนวท่อลงดิน โดยไม่ต้องเจาะพื้นใหม่ทุกครั้ง
ตัวท่อไม่ได้กำจัดปลวกด้วยตัวเอง เป็นเพียงทางผ่านของน้ำยาเท่านั้น ผลการป้องกันจึงขึ้นอยู่กับสภาพท่อ ปริมาณน้ำยาที่ลงถึงดินจริง และความต่อเนื่องของรอบบริการ
ระบบท่อประกอบด้วยอะไรบ้าง?
แต่ละโครงการออกแบบแนวท่อไม่เหมือนกัน แต่ส่วนประกอบหลักเหมือนกันทุกระบบ
- ท่อเดินแนว วางใต้พื้นหรือตามแนวฐานราก เป็นเส้นทางหลักของน้ำยา
- หัวพ่น ติดไว้เป็นระยะตลอดแนวท่อ ทำหน้าที่กระจายน้ำยาลงดิน
- ข้อต่อและอุปกรณ์ยึด ตรึงแนวท่อให้อยู่กับที่ระหว่างเทพื้นและถมดิน
- หัวรับน้ำยา ปลายทางที่โผล่ออกนอกอาคาร อยู่ในกล่องที่มีฝาปิด
ระบบที่ทีม WERT ติดตั้งใหม่ใช้ท่อ HDPE ขนาด 20 มิลลิเมตร เว้นระยะหัวพ่นประมาณ 60–80 เซนติเมตร และจบที่หัวรับน้ำยานอกอาคารพร้อมกล่องฝาปิด ตัวเลขชุดนี้เป็นสเปกของงานติดตั้งใหม่ บ้านที่โครงการวางระบบไว้เองอาจใช้วัสดุและระยะที่ต่างออกไป ซึ่งดูได้จากแบบก่อสร้างหรือเอกสารส่งมอบบ้าน
ทำไมระบบท่อต้องติดตั้งก่อนเทพื้น?
เพราะแนวท่อต้องอยู่ใต้โครงสร้างที่เททับแล้ว การวางท่อจึงทำได้เฉพาะช่วงที่พื้นยังเปิดอยู่ บ้านที่เลยช่วงนั้นมาแล้วไม่ได้หมดทางป้องกัน เพียงแต่ต้องใช้วิธีอื่นแทน อ่านลำดับงานฝั่งบ้านสร้างใหม่ได้ที่บทความว่าด้วยการวางระบบป้องกันปลวกตั้งแต่ก่อนเทพื้น
หัวรับน้ำยาอยู่ตรงไหนของบ้าน?
หัวรับน้ำยามักถูกซ่อนอยู่ใต้ฝาปิดพลาสติกหรือฝาคอนกรีตที่กลืนไปกับพื้น เจ้าของบ้านหลายหลังจึงเดินผ่านทุกวันโดยไม่รู้ว่าคืออะไร
ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ โรงรถ ข้างบ้าน หลังบ้าน ห้องเก็บของ และช่องเซอร์วิส บางหลังมีเพียง 2–3 จุด บางหลังมีมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับขนาดบ้านและการออกแบบของแต่ละโครงการ
จำนวนหัวรับน้ำยาไม่ได้บอกว่าบ้านหลังไหนป้องกันได้ดีกว่ากัน สิ่งที่บอกได้คือจุดเหล่านั้นยังเปิดใช้งานได้จริงกี่จุด
บ้านของคุณมีระบบท่ออัดน้ำยาหรือไม่ ตรวจเองอย่างไร?
บ้านจัดสรรและบ้านที่โครงการวางระบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้างมักมีระบบนี้ ส่วนบ้านสร้างเองและบ้านรุ่นเก่ามักไม่มี วิธีตรวจเรียงจากที่ใช้เวลาน้อยที่สุดไปหามากที่สุดได้ดังนี้
- สอบถามโครงการหรือนิติบุคคลว่าบ้านรุ่นนี้วางระบบท่อไว้หรือไม่
- เปิดแบบก่อสร้างและเอกสารส่งมอบบ้าน มองหาผังแนวท่อป้องกันปลวก
- เดินรอบบ้าน มองหากล่องฝาปิดขนาดเล็กที่พื้น โดยเฉพาะแถวโรงรถและข้างบ้าน
- ให้ช่างเข้าสำรวจหน้างาน ซึ่งจะได้คำตอบพร้อมสภาพของระบบในครั้งเดียว
อัดน้ำยาผ่านท่อเดิมกับเจาะพื้นอัดน้ำยา ต่างกันตรงไหน?
สองวิธีนี้ปลายทางเหมือนกัน คือพาน้ำยาลงไปที่ชั้นดินใต้บ้าน แต่ผลกระทบต่อพื้นบ้านและสิ่งที่ต้องตรวจก่อนเริ่มงานต่างกันชัดเจน
| หัวข้อ | อัดน้ำยาผ่านระบบท่อเดิม | เจาะพื้นอัดน้ำยา |
|---|---|---|
| ผลกระทบกับพื้นบ้าน | ไม่ต้องเจาะพื้น ถ้าระบบยังใช้งานได้ | ต้องเจาะรูตามแนวที่กำหนดแล้วอุดกลับ |
| สิ่งที่ต้องตรวจก่อนเริ่มงาน | ทดสอบการไหล แรงดัน และการรั่วซึมของแนวท่อ | สำรวจแนวคาน จุดสัมผัสดิน และงานระบบใต้พื้น |
| เวลาทำงานต่อรอบ | สั้นกว่า เมื่อหัวรับน้ำยาเปิดใช้ได้ครบ | นานกว่า เพราะต้องเจาะและอุดกลับทีละจุด |
| ความแน่นอนของการกระจายน้ำยา | มองไม่เห็นแนวท่อใต้พื้น ต้องอาศัยผลทดสอบ | เห็นจุดที่น้ำยาลงดินโดยตรงทุกจุด |
| ข้อจำกัดหลัก | อุดตัน แตกจากดินทรุด หรือถูกปิดทับจากงานต่อเติม | ฝุ่น เสียง และรอยอุดบนพื้นที่ใช้งาน |
| เหมาะกับบ้านแบบไหน | บ้านที่วางระบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้างและระบบยังดี | บ้านที่ไม่มีระบบท่อ หรือระบบเดิมใช้งานไม่ได้แล้ว |
ปริมาณน้ำยาที่ต้องใช้ไม่ได้ต่างกันเพราะวิธี แต่ต่างกันเพราะขนาดพื้นที่ใต้อาคาร ถ้าอยากเห็นตัวเลขของบ้านตัวเองก่อนคุยกับช่าง ลองคำนวณพื้นที่ใต้อาคารและปริมาณน้ำที่ต้องผสมในหนึ่งรอบ ดูก่อนได้
ระบบท่อที่ยังใช้งานได้ ต่างจากท่อที่เสียแล้วอย่างไร?
ความต่างไม่ได้อยู่ที่อายุของบ้าน แต่อยู่ที่ว่าน้ำยายังไหลจากหัวรับน้ำยาไปถึงดินได้หรือไม่ ตารางข้างล่างคือสิ่งที่เจ้าของบ้านพอดูเองได้ก่อนเรียกช่าง
| สิ่งที่เจอตอนเปิดฝากล่อง | มักแปลว่าอะไร | ควรทำอะไรต่อ |
|---|---|---|
| หัวรับน้ำยาสะอาด ฝาปิดครบ | ระบบน่าจะยังเข้าถึงได้ | ให้ช่างทดสอบการไหลก่อนอัดน้ำยารอบถัดไป |
| มีดินหรือทรายทับปากหัวรับน้ำยา | ปากท่ออาจอุดตัน | แจ้งช่างก่อน อย่าใช้น้ำฉีดไล่เอง |
| ฝากล่องหาย หรือถูกปูนปิดทับ | จุดนั้นใช้งานไม่ได้แล้ว | ให้ช่างหาจุดอื่น หรือวางแนวเจาะทดแทน |
| อัดน้ำยาแล้วไหลย้อนขึ้นมาที่หัว | ท่อช่วงนั้นตันหรือแตก | หยุดอัดจุดนั้น แล้วประเมินทั้งระบบใหม่ |
| หาหัวรับน้ำยาไม่เจอสักจุด | บ้านอาจไม่เคยมีระบบนี้ | ตรวจแบบก่อสร้าง หรือให้ช่างสำรวจหน้างาน |
อะไรทำให้ระบบท่อเสียก่อนเวลา?
สาเหตุที่พบบ่อยเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นหลังเจ้าของบ้านเข้าอยู่แล้ว ไม่ใช่ตอนติดตั้ง
- งานต่อเติม เทพื้นครัวหลังบ้านหรือปูกระเบื้องทับ แล้วหัวรับน้ำยาหายไปกับพื้นใหม่
- การขุดงานระบบ ซ่อมท่อน้ำหรือเดินสายไฟใหม่ แล้วตัดแนวท่ออัดน้ำยาขาดโดยไม่รู้
- ดินทรุดตัว แนวท่อขยับจนข้อต่อหลุดหรือท่อแตก น้ำยาจึงลงกองอยู่จุดเดียว
- ตะกอนสะสม ดินหรือเศษวัสดุเข้าไปอุดหัวพ่น ทำให้ช่วงปลายแนวไม่ได้รับน้ำยา
ถ้าบ้านผ่านงานต่อเติมหรืองานขุดมาแล้ว ควรแจ้งช่างก่อนถึงรอบบริการ เพราะจุดที่เปลี่ยนไปคือจุดที่แนวป้องกันมักขาด ส่วนเกณฑ์ว่าปีนี้ควรอัดน้ำยาซ้ำหรือแค่ตรวจเช็ก อ่านได้จากบทความว่าด้วยความถี่ของการอัดน้ำยาประจำปี
ช่างควรตรวจอะไรก่อนอัดน้ำยาผ่านท่อทุกครั้ง?
การเปิดฝาแล้วอัดน้ำยาทันทีโดยไม่ตรวจอะไรเลย คือจุดที่งานพลาดได้ง่ายที่สุด เพราะถ้าท่อตันอยู่ น้ำยาจะไปกองอยู่ช่วงต้นแนวเท่านั้น สิ่งที่ควรเกิดขึ้นก่อนเปิดเครื่องอัดคือ
- เปิดฝาทุกกล่อง แล้วนับว่าหัวรับน้ำยาที่ใช้งานได้จริงเหลือกี่จุด
- ทดสอบการไหลและแรงดัน เพื่อดูว่าน้ำยาผ่านไปได้ตลอดแนวหรือติดที่ช่วงใด
- ดูการรั่วซึมและจุดที่น้ำยาผุดขึ้นผิดตำแหน่ง ซึ่งบอกว่าท่อช่วงนั้นแตก
- คำนวณปริมาณน้ำและน้ำยาเข้มข้นจากพื้นที่ใต้อาคารจริง แล้วแบ่งลงแต่ละจุดให้ทั่วถึง
ตัวเลข 5 ลิตรต่อตารางเมตร หมายถึงน้ำหรือน้ำยา?
หมายถึงน้ำเปล่าที่เติมลงถังผสม ไม่ใช่สารเคมีที่ตวงจากขวด สัญญาบริการของ WERT ใช้อัตราอ้างอิงประมาณ 5 ลิตรต่อพื้นที่หน้าดินที่ให้บริการ 1 ตารางเมตร ส่วนน้ำยาเข้มข้นคือน้ำหารด้วย 200 ตามอัตราผสม 1:200 บนฉลากผลิตภัณฑ์ ปริมาณที่ใช้จริงยังปรับตามสภาพดินและโครงสร้างที่สำรวจหน้างาน วิธีคิดทีละขั้นพร้อมตารางสำเร็จรูปอยู่ในบทความคำนวณปริมาณน้ำยาตามขนาดบ้าน
เมื่อจบงาน ช่างควรบันทึกผลการทดสอบและปริมาณที่ใช้ลงใบรายงานการบริการ แล้วให้เจ้าของบ้านหรือตัวแทนลงนามรับทราบ เอกสารชุดนี้คือสิ่งที่ใช้เทียบย้อนหลังได้ว่ารอบที่แล้วระบบเป็นอย่างไร
เจ้าของบ้านอัดน้ำยาผ่านท่อเองได้ไหม?
ไม่ควร และเหตุผลไม่ได้มีแค่เรื่องอุปกรณ์
น้ำยาป้องกันปลวกเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องผสมตามฉลากและมีผู้ควบคุมการใช้ ส่วนการอัดด้วยแรงดันที่สูงเกินกำหนดทำให้ข้อต่อหลุดหรือท่อแตกได้ สัญญาติดตั้งระบบยังระบุไว้ด้วยว่า ความเสียหายจากการอัดสารเคมีอื่นหรือใช้แรงดันเกินกว่าที่ผู้รับจ้างกำหนด อยู่นอกการรับประกันงานติดตั้ง
สิ่งที่เจ้าของบ้านทำเองได้คือเปิดฝากล่องดูสภาพ ถ่ายรูปเก็บไว้ และแจ้งช่างเมื่อเห็นความผิดปกติ
ระบบท่อใช้งานไม่ได้แล้ว ยังป้องกันปลวกได้ไหม?
ได้ และไม่จำเป็นต้องรื้อพื้นเพื่อเปลี่ยนท่อทั้งระบบ
เมื่อผลทดสอบบอกว่าแนวท่อบางช่วงตันหรือแตก ช่างจะเลือกทางอื่นตามสภาพหน้างาน เช่น อัดน้ำยาผ่านเฉพาะจุดที่ยังเปิดใช้ได้ เจาะพื้นเพิ่มเฉพาะตำแหน่งที่จำเป็น อัดน้ำยาตามแนวฐานรากรอบนอก หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบเหยื่อกำจัดปลวกที่มีรอบติดตามเป็นของตัวเอง
ทางที่เลือกขึ้นอยู่กับว่าบ้านพบปลวกที่กำลังเข้าทำลายอยู่แล้วหรือยังไม่พบ เงื่อนไขของสองวิธีนี้เทียบไว้ทีละข้อในบทความเทียบระบบเหยื่อกับการอัดน้ำยาลงดิน
ทำไมบางแพ็กเกจถึงถามก่อนว่าบ้านมีท่อหรือเปล่า?
เพราะแพ็กเกจอัดน้ำยารายปีตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าน้ำยาลงไปถึงใต้พื้นได้ ถ้าไม่มีระบบท่อหรือระบบเดิมใช้ไม่ได้ เนื้องานจริงจะเปลี่ยนไปเป็นการเจาะพื้น ซึ่งกินเวลาและกระทบพื้นที่ใช้สอยมากกว่า
เครื่องคำนวณของ WERT จึงถามสามข้อก่อนเทียบระดับแพ็กเกจรายปี คือพบปลวกแล้วหรือยัง บ้านสร้างเสร็จแล้วหรือกำลังก่อสร้าง และมีระบบท่อเดิมที่ใช้งานได้หรือไม่ ถ้ายังไม่แน่ใจเรื่องท่อ ระบบจะยังไม่เสนอระดับแพ็กเกจให้ แต่จะขอให้ส่งรูปหัวรับน้ำยาหรือนัดสำรวจก่อน
ดู รอบบริการและเงื่อนไขของแพ็กเกจอัดน้ำยาป้องกันปลวกรายปีได้ว่าในหนึ่งปีทีมเข้าบ้านกี่ครั้งและทำอะไรบ้าง
ส่วนงานติดตั้งระบบท่อใหม่เป็นสัญญาคนละชุด ดูแลปีละ 4 รอบ รอบแรกเป็นงานติดตั้ง ทดสอบระบบ และอัดน้ำยางวดเริ่มต้น อีก 3 รอบที่เหลือเป็นการตรวจเช็กระบบและฉีดพ่นติดตาม ห่างกันประมาณ 3 เดือน
มีระบบท่อแล้ว แปลว่าบ้านปลอดปลวกหรือยัง?
ยัง และนี่คือความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายบ้านปล่อยระบบทิ้งไว้จนใช้ไม่ได้
สัญญาติดตั้งระบบท่อของ WERT เขียนไว้ตรง ๆ ว่าการรับประกันระบบท่อเป็นคนละส่วนกับผลการป้องกันหรือกำจัดปลวก ตัวระบบเป็นช่องทางจ่ายน้ำยา ไม่ใช่คำรับประกันว่าอาคารจะไม่พบปลวกทุกกรณี ผลจริงขึ้นอยู่กับการใช้ระบบตามรอบบริการ ปริมาณน้ำยา สภาพดิน โครงสร้าง ความชื้น และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในภายหลัง
ถ้าผู้ให้บริการรายไหนบอกว่าติดท่อแล้วจบ ไม่ต้องตรวจอะไรอีก นั่นคือคำที่ควรตั้งคำถามกลับ เพราะสิ่งที่ตรวจสอบได้คือผลทดสอบระบบและใบรายงานแต่ละรอบ ไม่ใช่คำรับรองปากเปล่า
อะไรทำให้ระบบท่อของบ้านรอบนิคมและบ้านริมทะเลเสียเร็ว?
เงื่อนไขของพื้นที่แถบนี้ที่กระทบระบบท่อโดยตรง มีดังนี้
- บ้านจัดสรรใหม่รอบนิคมมีจำนวนมาก บ้านกลุ่มนี้มักมาพร้อมระบบท่อตั้งแต่ก่อสร้าง แต่หลายหลังยังไม่เคยเปิดฝากล่องดูเลยหลังรับโอน
- งานต่อเติมหลังรับโอนเกิดเร็ว ครัวหลังบ้านและโรงจอดรถมักเป็นบริเวณเดียวกับที่วางหัวรับน้ำยาไว้ จึงถูกพื้นใหม่ทับได้ง่าย จนสัญญาบริการต้องเขียนเผื่อไว้ว่าอาจต้องรื้อกระเบื้องเพื่อเปิดหาท่ออัดน้ำยาที่ถูกปิดทับ
- สภาพดินไม่เหมือนกันทั้งจังหวัด บ้านบางพื้นที่ริมทะเลเจอดินทรายที่ระบายน้ำเร็ว ขณะที่บางพื้นที่ด้านในเจอดินที่แน่นกว่า ทั้งสองแบบมีผลกับการกระจายตัวของน้ำยาและการทรุดของแนวท่อ
ดูขอบเขตงานและอำเภอที่ทีมรับนัดได้จากหน้างานป้องกันปลวกสำหรับบ้านในระยอง และหน้าอำเภอที่ทีมกำจัดปลวกชลบุรีรับนัด
ก่อนให้ช่างอัดน้ำยาผ่านท่อ ควรถามอะไร?
ห้าคำถามนี้ใช้คัดกรองได้ตั้งแต่ก่อนนัด และคำตอบที่ดีจะเป็นตัวเลขหรือเอกสาร ไม่ใช่คำรับรองลอย ๆ
- ก่อนอัดน้ำยา จะทดสอบระบบท่ออย่างไร และถ้าทดสอบไม่ผ่านจะทำอะไรต่อ
- บ้านหลังนี้ใช้น้ำยาชนิดใด เลขทะเบียนอะไร และขอดูเอกสารความปลอดภัยได้ไหม
- รอบนี้ใช้น้ำกี่ลิตร คิดจากพื้นที่เท่าไร และเป็นน้ำยาเข้มข้นกี่ลิตร
- หลังจบงานจะได้ใบรายงานการบริการพร้อมรูปหรือไม่
- ถ้าพบปลวกระหว่างอายุสัญญา จะเข้าตรวจภายในกี่วัน และคิดค่าบริการเพิ่มหรือไม่
สัญญาบริการของ WERT ตอบคำถามข้อสุดท้ายไว้แล้วว่า หากผู้ว่าจ้างตรวจพบปลวกระหว่างอายุสัญญา ผู้รับจ้างจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและให้บริการภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ส่วนคำถามข้อสอง น้ำยาที่ทีมใช้ในงานอัดน้ำยาคือคอมแพ็ค (COMPACT) ตัวยาสำคัญ Fipronil 5% W/V SC ทะเบียนวัตถุอันตราย วอส.1330/2554 ผลิตโดยบริษัท ไอ ซี พี ลัดดา จำกัด ความต่างระหว่างสูตร SC กับ EC และวิธีอ่านฉลาก อยู่ในบทความเทียบน้ำยาสูตร SC กับ EC
สรุป: ระบบท่อใต้บ้านของคุณอยู่ในสถานะไหน?
สถานะของบ้านคุณน่าจะตรงกับข้อใดข้อหนึ่งข้างล่าง และแต่ละข้อมีสิ่งที่ต้องทำต่างกัน
- หาหัวรับน้ำยาเจอ และฝายังครบ ให้ช่างทดสอบการไหลก่อนอัดน้ำยารอบถัดไป แล้วเก็บผลทดสอบไว้เทียบปีหน้า
- หาเจอบางจุด หรือบางจุดถูกทับไปแล้ว แจ้งช่างก่อนถึงรอบบริการ เพื่อวางแผนเจาะเสริมเฉพาะตำแหน่งที่ขาด
- หาไม่เจอเลย หรือไม่แน่ใจว่าบ้านเคยมีระบบนี้ไหม เริ่มจากแบบก่อสร้างและเอกสารส่งมอบบ้าน ถ้ายังไม่ชัดให้สำรวจหน้างาน
ระบบท่อที่ดีคือระบบที่ยังทดสอบได้และยังมีคนเปิดฝาดูทุกรอบ ไม่ใช่ระบบที่แค่มีอยู่ในแบบก่อสร้าง หากยังไม่แน่ใจว่าบ้านอยู่สถานะไหน นัดให้ทีมเปิดฝาหัวรับน้ำยาและตรวจสภาพระบบหน้างานได้ โดยการสำรวจเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่ายในพื้นที่บริการระยองและชลบุรี
คำถามที่พบบ่อย
รู้ได้อย่างไรว่ากล่องฝาปิดที่เจอเป็นหัวรับน้ำยาปลวก ไม่ใช่ท่อระบายน้ำ?
หัวรับน้ำยาปลวกเป็นปลายท่อขนาดเล็กที่มีหัวต่อสำหรับเชื่อมสายอัดน้ำยา อยู่ในกล่องตื้น ๆ ที่พื้นและไม่มีทางน้ำไหลผ่าน ส่วนบ่อพักน้ำจะลึกกว่าและมองเห็นท่อระบายเข้าออก ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้ถ่ายรูปตอนเปิดฝาส่งให้ทีมดูก่อนนัดสำรวจ
ระบบท่ออัดน้ำยาปลวกใช้งานได้นานกี่ปี?
ไม่มีอายุใช้งานตายตัว ระบบที่ติดตั้งถูกต้องและไม่ถูกงานต่อเติมหรือดินทรุดกระทบ ใช้ส่งน้ำยาได้ต่อเนื่องหลายปี สิ่งที่บอกสภาพจริงคือผลทดสอบการไหลและแรงดันในแต่ละรอบ ไม่ใช่ปีที่ติดตั้ง สัญญาติดตั้งยังระบุด้วยว่าความเสียหายจากการทรุดตัวของดิน การเจาะ ขุด หรือต่อเติมภายหลัง อยู่นอกการรับประกันงานติดตั้ง
ทาวน์โฮมหรือห้องชุดมีระบบท่ออัดน้ำยาปลวกไหม?
ขึ้นอยู่กับว่าโครงการวางระบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้างหรือไม่ ทาวน์โฮมที่โครงการวางไว้ก็มีเช่นกัน ส่วนห้องชุดที่อยู่ชั้นบนไม่ได้สัมผัสดินโดยตรง งานป้องกันจึงไปอยู่ที่ชั้นล่างและโครงสร้างที่ต่อเนื่องกับพื้นดินแทน
ต่อเติมครัวหลังบ้านไปแล้ว ระบบท่อเดิมยังใช้ได้ไหม?
ใช้ได้เฉพาะส่วนที่ไม่ถูกกระทบ ปัญหาที่พบบ่อยคือหัวรับน้ำยาถูกพื้นใหม่ทับ หรือแนวท่อถูกตัดตอนขุดฐานราก ควรแจ้งช่างว่าบ้านเคยต่อเติมตรงไหน เพื่อทดสอบเฉพาะแนวนั้นก่อนวางแผนรอบบริการ
อัดน้ำยาผ่านท่อหนึ่งครั้ง ป้องกันได้นานแค่ไหน?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกบ้าน เพราะขึ้นอยู่กับสภาพดิน ความชื้น และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ สิ่งที่กำหนดได้คือรอบบริการตามสัญญา เช่น งานระบบท่อของ WERT ดูแลปีละ 4 รอบ โดยรอบแรกเป็นงานติดตั้งและอัดน้ำยางวดเริ่มต้น อีก 3 รอบเป็นการตรวจเช็กพร้อมฉีดพ่นติดตาม ห่างกันประมาณ 3 เดือน
ระบบท่อที่โครงการติดตั้งไว้ บริษัทอื่นเข้ามาอัดน้ำยาต่อได้ไหม?
ได้ ถ้าหัวรับน้ำยายังเข้าถึงได้และผลทดสอบการไหลผ่าน ทีมที่เข้ามาใหม่ควรทดสอบระบบและบันทึกสภาพไว้ในรอบแรกก่อนเสมอ เพราะไม่มีใครเห็นแนวท่อใต้พื้นด้วยตาเปล่า
เจ้าของบ้านเปิดฝากล่องหัวรับน้ำยาเองได้ไหม?
เปิดดูและถ่ายรูปได้ ควรปิดฝากลับให้สนิททุกครั้งเพื่อกันดินและน้ำเข้าไปอุด สิ่งที่ไม่ควรทำคือเทหรือเติมสารใด ๆ ลงไปเอง รวมถึงการใช้น้ำฉีดไล่สิ่งอุดตัน เพราะอาจดันตะกอนเข้าไปลึกกว่าเดิม
บริการในพื้นที่
ให้ทีม WERT ช่วยประเมินหน้างานจริง
อ่านรายละเอียดพื้นที่ วิธีบริการ ผลงาน และเงื่อนไขนัดสำรวจก่อนเลือกแผนที่เหมาะกับบ้านหรือธุรกิจของคุณ
Related articles


